หมอโจ้ พญ. พัชรินทร์ สุคนธาภิรมย์ ณ พัทลุง

1

พญ.พัชรินทร์ สุคนธาภิรมย์ ณ พัทลุง แต้มรอยยิ้มผู้ป่วยระยะสุดท้ายด้วย...

"ผู้ป่วยระยะสุดท้าย " ใครฟังแล้วก็คงรู้สึกหดหู่ สิ้นหวัง ยิ่งถ้าผู้ป่วยที่ว่านั้นอยู่ใน "วัยเด็ก" วัยที่อยู่ในช่วงของการเรียนรู้ มีความสดใส สนุกสนาน แต่กลับต้อง มานอนป่วยอยู่บนเตียง ใช้ชีวิตอยู่ในโรงพยาบาลเสมือนเป็นบ้าน...ยิ่งน่าเศร้า

แพทย์อาสาท่านหนึ่งสัมผัสถึงความรู้สึกของผู้ป่วยระยะสุดท้ายจนเกิดเป็นแรงบันดาลใจให้ค้นหาคำตอบของคำถามที่ว่า "คนเราเมื่อใกล้จะหมดเวลา ก่อนลาจากโลกใบนี้เขาน่าจะได้อะไรบ้าง " คำตอบที่เธอรวบรวมได้คือ การได้ทำในสิ่งที่ใฝ่ฝันและสิ่งที่ค้างคาใจให้สำเร็จนั่นเอง แต่สำหรับตัวเธอเอง สิ่งที่เคยใฝ่ฝันอยากทำมานานแล้วคือ การได้ทำงานศิลปะ แต่ด้วยพื้นฐานของความเอื้ออาทรของความเป็นแพทย์ จึงทำให้เธอเลือกนำทั้งสองสิ่งที่ชอบมาประยุกต์ใช้ในการบำบัดผู้ป่วยระยะสุดท้าย จนเกิดเป็นวิธีการรักษาที่เรียกว่า "ศิลปะบำบัด" ซึ่งบุคคลที่เรากำลังกล่าวถึงอยู่นี้คือ พญ.พัชรินทร์ สุคนธาภิรมย์ ณ พัทลุง ผู้เชี่ยวชาญพิเศษด้านศิลปะบำบัด

นิตยสารวงการแพทย์ฉบับนี้ได้รับเกียรติสัมภาษณ์ "หมอโจ้" พญ.พัชรินทร์ สุคนธาภิรมย์ ณ พัทลุง ผู้ริเริ่มโปรแกรมศิลปะบำบัดเพื่อเด็กป่วยเรื้อรังและเด็กป่วยระยะสุดท้าย ที่โรงพยาบาลจุฬาลงกรณ์ และสถาบันสุขภาพเด็กแห่งชาติมหาราชินี พญ.พัชรินทร์ หมอสาวเมืองเหนือ จบแพทยศาสตรบัณฑิตจากมหาวิทยาลัยเชียงใหม่ เมื่อปี พ.ศ. 2537 และหลังจากใช้ทุนเรียนแล้ว หมอโจ้ ก็ได้เข้ามาศึกษาต่อแพทย์เฉพาะทางด้านจิตเวชที่โรงพยาบาลจุฬาลงกรณ์ และตอนนั้นเองที่ทำให้ได้พบแรงบันดาลใจจากคนป่วยโรคมะเร็งระยะสุดท้าย

แต่ก่อนจะเข้าสู่เรื่องของศิลปะบำบัดแบบเต็มตัว ขอย้อนวันวานของคุณหมอเมื่อครั้งเป็นเด็ก ใครจะรู้ว่าผู้หญิงตัวเล็ก ๆ คนนี้มีความฝันที่อยากจะเรียนสถาปัตยกรรม ด้วยเหตุผลที่จะได้วาดรูปอย่างที่ชอบ โดยไม่เคยคิดว่าจะเรียนแพทย์เลย

"เหตุที่เลือกเรียนแพทย์นั้นมีอยู่ 2-3 ปัจจัย ปัจจัยแรกคือคะแนนเราสามารถเลือกเรียนได้ เป็นคนที่ชอบวิชาฟิสิกส์ เคมี ทำคะแนนได้ดีอยู่ จริง ๆ แล้วในใจตอนนั้นอยากเรียนสถาปัตย์มากกว่า แต่ในปีนั้นมหาวิทยาลัยเชียงใหม่ยังไม่เปิดสอน จึงไม่มีตัวเลือก ครั้นจะเลือกคณะวิจิตรศิลป์ก็กลัวว่าทางบ้านจะรับไม่ไหวเพราะแต่ละคนดูเซอร์มาก ตอนนั้นเป็นเด็กก็ไม่ค่อยรู้อะไร แค่อยากเรียนสถาปัตย์เพราะคิดว่าเป็นอาชีพที่ได้วาดรูป และเป็นอาชีพกลาง ๆ มีโครงสร้างทางสังคมรองรับ แต่เหนือสิ่งอื่นใดมีปัจจัยสำคัญกว่าคือ คุณพ่ออยากให้เป็นแพทย์ ท่านอยากให้ในครอบครัวมีแพทย์สักคนไว้เป็นที่พึ่งในยามเจ็บป่วย ยอมรับว่าช่วงแรก ๆ ที่เรียนก็รู้สึกฝืน ๆ อยู่บ้าง เพราะเรามีอย่างอื่นที่อยากเรียนอยู่ในใจ แต่เมื่อตัดสินใจแล้วก็ทำเต็มที่ จนในที่สุดก็เรียนจบมาได้"

มาต่อกันที่สิ่งที่ทำให้เกิดจุดเปลี่ยนของชีวิต สิ่งที่พลิกชีวิตแพทย์คนหนึ่งให้เบนเข็มไปศึกษาต่อในศาสตร์แขนงอื่น นั่นคือ "ศิลปะ" คุณหมอโจ้ได้เล่าถึงเหตุการณ์ในครั้งนั้นว่า
"มีชายคนหนึ่งป่วยเป็นมะเร็งต่อมลูกหมากระยะสุดท้าย หมอผ่าตัดของเขาวินิจฉัยว่าเขาจะอยู่ต่อไปได้ไม่เกิน 6 เดือน เขาเป็นนักธุรกิจที่ยังมีหน้าที่การงานต้องรับผิดชอบ มีบุตร 3 คนที่ยังต้องดูแล ลูก ๆ ที่ยังเรียนไม่จบ และธุรกิจที่ยังหาผู้สืบทอดไม่ได้ ทำให้เขาต้องเผชิญกับอาการเครียด ซึมเศร้า กินข้าวไม่ได้ นอนไม่หลับ ตอนนั้นหมออยู่เวรจิตเวชจึงได้รับหน้าที่ดูแลผู้ป่วยคนนี้ ผู้ป่วยได้ถามคำถามที่สำคัญมากคำถามหนึ่งคือ "ผมจะทำอย่างไรดีกับชีวิตที่เหลืออยู่" ตอนนั้นหมออึ้งและงุนงงมาก เหมือนสมองเป็นเหน็บชา ไม่สามารถตอบคำถามนั้นได้ เพียงแต่รู้สึกว่าคำถามนี้เกี่ยวพันกับชีวิตของเขาทั้งชีวิต และเกี่ยวพันอย่างลึกซึ้งเกินกว่าที่ยาต้านอาการซึมเศร้าจะช่วยได้ ตั้งแต่นั้นมาหมอรู้สึกว่าคำถามนี้ได้ยึดครองพื้นที่ในใจของเราไว้อย่างถาวร จึงได้ตัดสินใจพักเรื่องการเรียน และเริ่มค้นหาคำตอบที่ดีที่สุดสำหรับผู้ป่วยระยะสุดท้าย"

พญ.พัชรินทร์ กล่าวต่อว่า "การหาคำตอบเริ่มจากถามตัวเองก่อนว่า ถ้าเรามีเวลาแค่ 6 เดือน เราจะทำอย่างไร เมื่อได้ใช้เวลาคุยกับตัวเองและทบทวนชีวิตตัวเองอยู่พักหนึ่ง จึงได้ข้อสรุปว่า ในด้านครอบครัวเราไม่มีอะไรต้องห่วง จริงอยู่ที่เรามีครอบครัว แต่ไม่มีลูก คนในครอบครัวสามารถพึ่งตัวเองได้ ฉะนั้นจึงตัดความกังวลเรื่องนี้ไปได้ เรื่องทรัพย์สินเราก็ไม่ได้มีมากมายให้ห่วง ตายไปแล้วก็น่าจะจบ จะเหลือที่ยังติดค้างกันไว้สำหรับชีวิตนี้ก็มีเพียงความฝันในวัยเด็กที่อยากเรียนศิลปะ แต่ยังไม่ได้ทำ เมื่อย้อนไปที่ความรู้สึกที่เคยมีต่อศิลปะ อยากรู้ว่าศิลปะเป็นอย่างไร อยากทำศิลปะเป็น อยากเข้าใจสิ่งที่ศิลปินทำ ก็รู้สึกว่าความอยากเรียนอยากรู้นี้ยังค้างคาใจและอาจทำให้ตายตาไม่หลับ จึงคิดว่าตรงนี้เป็นส่วนหนึ่งของคำตอบ และตัดสินใจเดินทางไปศึกษาต่อที่ประเทศสหรัฐอเมริกา ใช้เวลาเกือบ 5 ปีในการเรียนศิลปะ และฝึกงานด้านศิลปะบำบัด และได้พบว่าช่วงเรียนศิลปะเป็นช่วงชีวิตที่มีความสุขที่สุด แบบเอาอะไรมาแลกก็ไม่ยอม"

กระทั่งเรียนจบ พญ.พัชรินทร์ ก็ได้นำความรู้ที่มีทั้งการแพทย์ด้านจิตเวชและศิลปะมาผสมผสานเข้าด้วยกัน จนกลายเป็นวิธีการบำบัดโรคที่เรียกว่า "ศิลปะบำบัด" ในที่สุด "ก่อนกลับก็คิดอยู่นานว่าจะทำอะไรดีกับสิ่งที่เรียนมาทั้งหมด คิดว่าอย่างไรก็คงเลือกที่จะอยู่กับศิลปะไปตลอดชีวิต เพราะเป็นสิ่งที่เราทำแล้วมีความสุข  เพียงแต่ว่าจะทำอย่างไรจึงจะได้ใช้สิ่งอื่น ๆ ที่เรียนมาด้วย ตอนนั้นบอกตัวเองว่าถ้าให้กลับมาเป็นแพทย์เต็มตัวโดยทิ้งศิลปะก็คงไม่ได้ หรือกลับมาทำศิลปะอย่างเดียวแล้วมีความสุขอยู่คนเดียวก็คงไม่ใช่ เพราะถ้าอย่างนั้นสิ่งที่เราเรียนมาทั้งสองอย่างก็จะไร้ประโยชน์ ประกอบกับได้ย้อนนึกถึงคนไข้ที่เป็นแรงบันดาลใจให้เราไปค้นหาคำตอบ เมื่อเรามีโอกาสที่ดีได้เจอคำตอบในชีวิตแล้วก็น่าจะทำให้เกิดประโยชน์มากกว่านี้ โดยเฉพาะถ้าจะเป็นประโยชน์ในการค้นหาคำตอบสำหรับชีวิตผู้อื่นด้วย"

"ด้วยเหตุนี้จึงนำเอาศิลปะมาผนวกเข้ากับวิชาแพทย์ พอกลับมาเมืองไทยจึงตัดสินใจทำงาน "ศิลปะในเชิงบำบัด" จนในปี พ.ศ. 2548 ได้ก้าวเข้ามาเป็นอาสาสมัครทำศิลปะบำบัดให้ผู้ป่วยเด็กโรคเรื้อรังที่โรงพยาบาลจุฬาลงกรณ์ โดยผู้ป่วยเด็กมีตั้งแต่อายุ 3 ขวบกว่าจนถึง 17 ปี ส่วนมากป่วยเป็นโรคไต โรคมะเร็ง ทั้งมะเร็งตับ มะเร็งกระดูก มะเร็งเม็ดเลือดขาว ฯลฯ ในตอนเริ่มต้น (เมื่อ 4 ปีก่อน) เราเริ่มโปรแกรมศิลปะบำบัดกับผู้ป่วยเด็กก่อน เพราะในขณะนั้นสถานที่รวมทั้งเจ้าหน้าที่ที่ดูแลเด็กป่วยมีความพร้อมมากกว่า ต่อมาก็ได้จัดโปรแกรมลักษณะเดียวกันนี้ให้ผู้ป่วยโรคมะเร็งที่สถาบันสุขภาพเด็กแห่งชาติมหาราชินี (โรงพยาบาลเด็ก) และเมื่อปีก่อนเราได้ขยายงานเข้าไปให้บริการผู้ป่วยหญิงซึ่งป่วยเป็นโรคมะเร็งที่ตึกว่องวานิชของโรงพยาบาลจุฬาลงกรณ์ด้วย" คุณหมอนักศิลปะบำบัด กล่าว

แม้ว่าที่ผ่านมาในประเทศไทยจะมีการนำเอาศิลปะมาใช้ประโยชน์บ้างแล้ว แต่ส่วนใหญ่ก็ยังไม่ได้เป็นการบำบัดสภาวะทางจิตโดยตรง เป็นเพียงการวาดภาพระบายสีให้เกิด ความสนุกสนานผ่อนคลายเท่านั้น แต่ศิลปะบำบัดในแบบฉบับของ พญ.พัชรินทร์ จะเป็นอย่างไร ต้องลองไปฟังจากเธอ

"ศิลปะบำบัดที่หมอทำนั้นเป็นผลพวงของการรวมเอาหลาย ๆ สาขาวิชาเข้าด้วยกัน ทั้งวิชาจิตเวช วิชาศิลปะที่เป็นไปเพื่อศิลปะจริง ๆ และศิลปะบำบัดแบบตะวันตกที่ศึกษามาจากต่างประเทศ นอกจากนี้ยังได้รวมเอาหลักคำสอนทางศาสนา ซึ่งเป็นเครื่องยึดเหนี่ยวจิตใจมนุษย์เข้ามาเป็นส่วนประกอบในการทำงานอีกด้วย ศิลปะบำบัดที่หมอทำจึงเป็นผลลัพธ์จากสิ่งเหล่านี้ผนวกกับประสบการณ์ของตัวเอง"

ทุกครั้งที่มีการนำนวัตกรรมต่าง ๆ มาช่วยรักษาผู้ป่วย คนส่วนใหญ่มักจะถามหาผลการวิจัยเพื่อเป็นเครื่องยืนยันหรือรับประกัน ซึ่งเรื่องนี้ พญ.พัชรินทร์ เปิดเผยว่า "จริง ๆ ในต่างประเทศมีการใช้ศิลปะบำบัดกับผู้ป่วยมานานกว่า 70 ปีแล้ว เพราะศิลปะบำบัดเป็นวิชาที่มีหลักการและทิศทางการทำงานที่ชัดเจน มีงานวิจัยสนับสนุนในต่างประเทศ จึงมีการเรียนการสอนกันเป็นเรื่องเป็นราว มีการตั้งเป็นภาควิชาศิลปะบำบัดในมหาวิทยาลัย รวมทั้งมีการสอบคัดเลือกผู้ที่จะเข้าเรียนโดยตัดสินตามเกณฑ์คุณสมบัติที่จำเป็นสำหรับการเป็นนักบำบัดวิชาชีพ ขณะที่ในประเทศไทยวิชาศิลปะบำบัดยังไม่แพร่หลายเท่าที่ควร ทำให้มีข้อกังขาในคุณค่าเชิงบำบัดของศิลปะ ส่วนหนึ่งคงด้วยความไม่เข้าใจ จึงทำให้มีการตีความความหมายของคำว่า "ศิลปะบำบัด" แตกต่างกันออกไป"

สำหรับศิลปะบำบัดในความหมายของ พญ.พัชรินทร์ ได้ให้คำนิยามไว้ว่า "ในกรณีที่ใช้กับผู้ป่วยระยะสุดท้าย ศิลปะบำบัดคือ การที่ผู้ป่วยได้ค้นพบความต้องการของตนเอง ผ่านการสร้างสรรค์งานศิลปะรูปแบบต่าง ๆ รวมทั้งใช้ศิลปะเป็นเครื่องมือในการแสวงหาคำตอบ หรือตอบสนองความต้องการนั้น ๆ ผลก็คือ ผู้ป่วยจะไม่จมอยู่กับโรค หรือความเจ็บป่วยที่กำลังเผชิญมากจนเกินไป แต่จะยังสามารถแบ่งเวลาและพลังงานมาพิจารณาแก่นของปัญหาให้ชัด ๆ ทำให้เกิดความเข้าใจและเกิดการคลี่คลายของปัญหา แม้บางครั้งจะเป็นเพียงการคลี่คลายทางความรู้สึก แต่ก็สามารถทำให้ผู้ป่วยได้ใช้เวลาที่เหลืออยู่ด้วยใจที่สงบลง ไม่ร้อนรุ่มหรือหมกมุ่นอยู่แต่กับปัญหาที่ไม่มีทางออก หน้าที่
ของคนรอบข้างคือ การพยายามค้นหาสิ่งที่เป็นความปรารถนาสูงสุดของผู้ป่วยระยะสุดท้ายให้เจอ สิ่งใดก็ตามที่เขาทำแล้วเป็นสุข อาจเป็นสิ่งที่ช่วยเติมเต็มความรู้สึก ทำให้ชีวิตของเขามีความหมาย มีความสมบูรณ์ นั่นคือหน้าที่ที่เราจะต้องช่วยเขาค้นหาและตอบสนอง แต่ทั้งนี้ก็ต้องทำความเข้าใจก่อนว่า การทำศิลปะบำบัดนั้นเน้นผลทางด้านจิตใจ เช่น คลายความกังวล อาการซึมเศร้า การย้ำคิดย้ำทำ หรืออาการทางจิตที่ไม่รุนแรง เราไม่ได้นำศิลปะมาใช้บำบัดโรคทางกาย ศิลปะบำบัดไม่ได้ทำให้ก้อนมะเร็งหายไป แต่ทำให้อยู่กับก้อนนั้นอย่างเป็นสุขขึ้น ไม่ทุรนทุราย"

"กิจกรรมศิลปะที่เราทำก็มีทั้งการวาดรูประบายสี ทำโมบายหรือเครื่องแขวน ปั้นดินน้ำมัน และอีกมากมาย เรื่อยไปถึงการเล่านิทาน อาสาสมัครที่มาช่วยเราจะเน้นเสมอว่าไม่ต้องสอนเทคนิคการทำงานศิลปะให้ผู้ป่วย และไม่ควรลงมือทำให้หรือทำแทน เพียงแต่กระตุ้นให้เกิดความรู้สึกสนุกในการสร้างงานศิลปะ เขาก็จะวาดหรือปั้นดินน้ำมันไปตามพัฒนาการและจินตนาการของเขาเอง" หมอโจ้ หรือครูโจ้ของเด็ก ๆ อธิบาย

พญ.พัชรินทร์ ได้เล่าประสบการณ์ของการทำศิลปะบำบัดในเด็ก ซึ่งได้ประโยชน์มาก ๆ ให้เราฟังว่า "เด็กบางคนแสดงออกอย่างก้าวร้าว หงุดหงิดง่าย มักจะโวยวายฉุนเฉียวเอากับคนรอบข้าง บ้างก็ต่อต้านไม่ยอมกินอาหาร ไม่ยอมกินยา นี่เป็นเพราะเขามีความทุกข์สะสม ตั้งแต่มาอยู่โรงพยาบาล เขาไม่ได้ใช้ชีวิตเล่นซนเหมือนเด็กคนอื่น แถมยังถูกเจาะเลือดทุกวัน มันเกิดอาการไม่สนุก ไม่ชอบใจ แต่เมื่อเข้าร่วมกิจกรรมศิลปะ เด็ก ๆ เริ่มรู้สึกผ่อนคลาย จิตใจไม่จดจ่อกับความทุกข์ที่มี สมาธิอยู่ที่งานศิลปะ เด็กหลายคน
บอกว่าฝันร้ายเกือบทุกคืนตั้งแต่นอนโรงพยาบาล มีภาพวาดชิ้นหนึ่งใครก็ดูไม่ออกว่าเป็นภาพอะไร แต่เด็กบอกว่าเป็นผี นั่นคือสิ่งที่อยู่ในใจเด็ก ถ้าไม่มีศิลปะมารองรับเราจะไม่รู้เลยว่าเขาคิดอะไร หมอคิดว่าศิลปะบำบัดเป็นการเยียวยาที่ไม่รุกล้ำ ไม่คุกคาม แต่เป็นอีกภาษาหนึ่งที่เด็ก ๆ สื่อในสิ่งที่เขาคิดออกมาโดยไม่ต้องผ่านคำพูด"

การทำงานกับผู้ที่มีปัญหาด้านจิตใจย่อมต้องใช้ความพยายามมากกว่าปรกติ ทำให้ต้องเจออุปสรรคต่าง ๆ มากมาย ซึ่ง พญ.พัชรินทร์ เผยว่า "ปัญหาที่เจอมีหลายอย่างมาก เริ่มตั้งแต่ความเข้าใจพื้นฐานทางด้านศิลปะของคนในสังคมไทย คนไทยมองว่าศิลปะต้องเป็นสิ่งที่สวยงาม และมองว่าคนที่จะเป็นศิลปินคือคนที่มีทักษะในการผลิตผลงานศิลปะให้สวยงาม หรือให้เหมือนจริงมากที่สุด คนจำนวนมากยังไม่เข้าใจถึงแรงบันดาลใจหรือกระบวนการที่ทำให้เกิดชิ้นงานนั้น ซึ่งแตกต่างกับการทำศิลปะในต่างประเทศ เด็กของเขาจะทำศิลปะจากจินตนาการ มีอิสรภาพทางความคิดและความรู้สึก"

"ตัวอย่างปัญหาที่เกิดจากความเข้าใจศิลปะอย่างคลาดเคลื่อนซึ่งเราพบบ่อยมากได้แก่ การเอาสมุดภาพระบายสีที่มีขายตามท้องตลาดไปให้เด็กทำ และกำชับว่าระบายสวย ๆ นะ อย่าออกนอกเส้นนะ นี่ไม่เรียกว่าทำศิลปะ เพราะสิ่งที่เด็ก ๆ ได้รับจากการทำกิจกรรมนี้ไม่ใช่อิสรภาพในการแสดงออก กิจกรรมลักษณะที่ว่านี้มีประโยชน์ในแง่ของการฝึกระเบียบวินัย ฝึกสมาธิ และเป็นการฝึกที่ทำผ่านวัสดุศิลปะ ซึ่งตัวกระบวนการและวัตถุประสงค์นั้นแตกต่างจากการทำงานศิลปะเพื่อศิลปะ หรือศิลปะเพื่อการบำบัดโดยสิ้นเชิง"

สำหรับในอนาคตของงานศิลปะบำบัดในประเทศไทยจะเป็นอย่างไร คงต้องถามจาก พญ.พัชรินทร์ ซึ่งได้เผยเกี่ยวกับเรื่องนี้ว่า "ปัจจุบันนี้ศิลปะบำบัดกำลังเป็นที่สนใจมาก แต่ความเข้าใจในเรื่องนี้ยังมีน้อย อนาคตอันใกล้ยังคงเป็นเรื่องของการสร้างความเข้าใจในหลักการและกระบวนการ เพื่อให้เกิดการนำไปใช้ประโยชน์อย่างจริงจังและครอบคลุมมากขึ้น เราจัดอบรมเชิงปฏิบัติการเป็นระยะ ๆ สำหรับบุคลากรทางการแพทย์ที่ดูแลผู้ป่วยเรื้อรังและระยะสุดท้าย มีจัดทั้งในกรุงเทพฯ และต่างจังหวัด ผู้ที่สนใจโปรแกรมอบรมหรืออยากเป็นอาสาสมัคร สามารถส่งอีเมลมาที่ art.as.therapy@gmail.com

ใครชอบงานด้านนี้ และมีจิตอาสามาเป็นฐานในการเรียนรู้ นำสิ่งที่ได้รู้ได้เรียนไปใช้ให้เกิดประโยชน์ก็จะได้สุขใจทั้งผู้ให้และผู้รับค่ะ


บทความจาก www.medicthai.com // ข่าวสารวงการแพทย์ วงการยา ข้อมูลสุขภาพ วิธีการดูแลตัวเอง โรคร้าย

sn