บทสัมภาษณ์ครอบครัวผู้ใช้บริการศิลปะบำบัดของฮิวแมนเซ็นเตอร์

mother

ผู้รับบริการของฮิวแมนเซ็นเตอร์

ผู้รับบริการของศูนย์ศิลปะฮิวแมนจะได้ทำงานศิลปะอย่างอิสระ ด้วยวัสดุที่ หลากหลาย สามารถสร้างสรรค์ได้ตามที่แต่ละคนต้องการ โดยมีศิลปินผู้มี ประสบการณ์เป็นผู้ดูแล บางกรณีเป็นการเยียวยาความเจ็บ ป่วยทางจิตใจ และอารมณ์สำหรับผู้ป่วยโรคเรื้อรัง บางกรณีเป็นการสร้างเสริมทักษะสังคม และกระตุ้นพัฒนาการสำหรับเด็กพิเศษ บางครั้งเป็นการทำความเข้าใจตน เองสำหรับผู้ที่ไม่มีความสุขในชีวิต ไม่ว่า จะเป็นช่วงวัยทำงานหรือวัยเกษียน อายุ ก็ล้วนได้รับประโยชน์จากการทำงานศิลปะได้ทั้งสิ้น

สัมภาษณ์ครอบครัวสุวรรณรัศมี คุณแม่สถาพร หรือแม่ถาของ น้องชาร์ลส์, น้องเอมี่ และน้องมาร์ค-ลูกชายคนเล็ก เป็นหนึ่งในครอบครัว ที่่มารับบริการ จากฮิวแมนเซ็นเตอร์ เนื่องจากได้พบว่า ลูกชายคนโตมีพัฒนาการแตกต่าง จากเด็กทั่วไปในวัยเดียวกันและต้องการความช่วยเหลือพิเศษ ผ่านการใช้ ศิลปะ...

“ ตอนมีลูกคนแรกและคนที่สองอยู่ที่อเมริกา พอกลับมาเมืองไทย น้องอายุได้ ประมาณ 2.5 ปี คนเล็กขวบกว่า ตอนกลับมา น้องไม่พูดภาษาไทย ใครถามก็ จะไม่ตอบ จะซุกตัวอยู่กับเรา เขาจะชอบพัดลม สิ่งของที่หมุนได้ เราเองก็คิดว่า เขาร้อน ทั้งยังพูดภาษาอังกฤษกับเขาเพื่อให้เขาสบายใจ แต่พออายุได้ 3 ขวบ เหมือนเขามีภาษาของตัวเอง ที่เรียกว่าภาษาต่างดาว พูดคนเดียว พูดอะไรก็ ไม่รู้ ตัวเองคิดว่า เป็นผลจากเคาเจอร์ช็อค (culcure shock) กลับมาจากต่าง ประเทศหรือเปล่า ซึ่งเลยมาถึง 6 เดือนแล้ว ก็ไม่น่าจะใช่ จนพาเขาไปพบ จิตแพทย์ คุณหมอบอกว่าเขามีบุคลิกแตกแยกนิดหน่อย เรารู้สึกไม่พอใจกับ คำวินิจฉัย ยังคงควานหาต่อไป ในที่สุดไปที่แผนกพัฒนาการเด็ก คุณหมอ ทดสอบแล้วบอกว่าไม่มีอะไรน่าตกใจ ลองปรับเปลี่ยนพฤติกรรมนะ ให้เราไป หาหมอฝึกพูด เสร็จสรรพคุณหมอบอกว่า เรื่องการพูดไม่มีปัญหานะ เพียงแต่ ไม่ค่อยพูด แต่เป็นปัญหาเรื่องสมาธิมากกว่า ให้กลับไปหาหมอพัฒนาการเพื่อ ปรับพฤติกรรม เราก็เลยเริ่มทำตั้งแต่นั้นมา”

“ ตอนแรกที่เริ่มเรียนน้องไม่ชอบ เพราะบุคลิกเขาเป็นคนรักความสะอาด เสื้อผ้า หน้าผม ต้องเนี๊ยบ พอมาทำงานศิลปะ เขาจะต้องไปล้างมือ รู้สึกว่าสี สกปรก เสื้อเลอะก็จะถอดออก ไม่อยากให้เลอะ เรียนไปเรื่อยๆ เขาเริ่มยอม ปล่อยให้เลอะ หรือจากเคยนั่งทำการบ้าน ทำอะไรก็ตามด้วยกัน ถ้ามีคนเยอะๆ เขาจะทำไม่ต่อเนื่องหรือระบายสีก็ทำเพียงสีเดียวคือสีฟ้า มีปัญหาเรื่องสถานที่ ใหม่ๆ คนใหม่ๆ พูดน้อย ถึงตอนนี้เรียนมาได้ 2 ปีแล้ว เห็นชัดถึงความเปลี่ยน แปลงในเรื่องสมาธิ สังเกตว่า เขามีสมาธิมากขึ้น คุยมากขึ้น คุยกับครูได้ตลอด เวลา โต้ตอบกับครูได้ ต่างจากเมื่อก่อน คุณแม่ว่า ครูและวิธีการจูงใจเด็กก็มี ส่วนนะ ที่สามารถชวนเด็กทำกิจกรรมร่วมกัน อย่างเราเป็นพ่อแม่ เราก็ทำได้ ตามบทบาท เหมือนเป็นคำสั่ง แต่ครูเขามีเทคนิควิธีการจูงใจ”

คุณแม่ลูกสาม ฝากข้อคิดสะกิดใจพ่อแม่ พูดถึงศิลปะการเลี้ยงลูก และสิ่งสำคัญ ที่พ่อแม่จะช่วยลูกที่มีความต้องการพิเศษว่า

“ก่อนหน้านี้ลองทุกโมเดลที่จะช่วยลูกได้ ก็ดูว่าเขาชอบมั้ย ชอบก็ให้เรียน เหมือนศิลปะเราก็ให้เขาลอง สำหรับตัวเองคิดว่าผลงานที่ลูกเราทำออกมา ในภาพที่เขาวาด ที่เขาระบายสี มันสามารถสื่อถึงเรื่องราว ความรู้สึก อารมณ์ บ่งบอกถึงความคิดของเขา เป็นเรื่องที่เขาอยากบอก อยากเล่า และจากการ เลี้ยงลูกสามคน ถ้าพ่อแม่สังเกตดีๆ จะรู้ว่า ลูกต้องการสื่อสารอะไรกับเรา อย่าคิดว่า ถามทำไม ร้องทำไม อย่ามองลูกเพียงด้านเดียว เช่น ลูกงอแง ลูกจะเอาอะไรเนี่ย ทะเลาะกันอีกแล้ว แต่ควรคิดว่า ลูกงอแงอาจเพราะเขา ต้องการจะบอกอะไรเรา ควรคิดและหยุด ลงไปนั่งกับเขา อาจทำกิจกรรมกับ เขา กอดเขา เล่นกับเขา เป็นเพื่อนเขา บางครั้งเขาไม่ได้ต้องการให้แม่มาดูแล เขาอาจต้องการเพียงเพื่อนหรือใครสักคนที่อยู่ด้วยกันตรงนั้น ที่สำคัญกว่าคือ เราเป็นครอบครัวที่ไม่ได้เพียงอยู่ด้วยกันหรืออยู่บ้านเดียวกันเฉยๆ แต่การอยู่ ด้วยกันควรเป็นการอยู่กับลูก ใช้เวลาร่วมกันอย่างมีคุณภาพ เหมือนเรากำลัง ทำกับข้าว แต่เขาจะเล่น มันก็มีอยู่ 2 ทาง ว่าเราจะเลิกทำกับข้าว หรือชวนลูก มาทำกับข้าวด้วยกัน"

คุณแม่คิดว่า อย่าไปเคี่ยวเข็ญให้ลูกทำนู่น ทำนี่เพื่อให้ดีขึ้น ลูกต้องเรียนแบบนี้ นะลูกจะดีขึ้น ควรทำเท่าที่ความสามารถเรามี แต่สิ่งที่เราควรทำ คือการให้ โอกาสลูก ไม่ว่าลูกเราจะปกติหรือแตกต่างก็ตาม ต้องให้โอกาสเขาได้ใช้ชีวิต ให้เป็นตัวเขาเอง ยอมรับ ในความเป็นตัวตนของเขา เด็กแต่ละคนมีลักษณะ นิสัยต่างกัน เขาเกิดมาที่จะเป็นเขา ฉะนั้น วิธีการเลี้ยงก็ต่างกัน แต่ไม่ใช่ ตามใจเขา เราต้องมีกฎ มีระเบียบให้เขาด้วย เรื่องลูกเป็นหน้าที่ของเรา หาคนมาช่วยได้แต่ช่วยงานบ้าน ทำกับข้าว แต่ไม่ใช่มาเลี้ยงลูกให้เราค่ะ

 

Mother&Care Vol.5 No.57 September 2009

type

sn