โครงการศิลปะบำบัดเพื่อเด็กป่วยระยะสุดท้าย (โอเคเนชั่น)

1

ไม่กี่อาทิตย์ก่อน มีโอกาสแวะไปที่แผนกผู้ป่วยเด็กโรคเรื้อรัง โรงพยาบาลจุฬาลงกรณ์ เพราะมีรุ่นพี่ที่สนิทคนนึงแนะนำว่าที่นี่มีกิจกรรมดีดีน่าสนใจ

เป็นกิจกรรม โครงการศิลปะบำบัดเพื่อผู้ป่วยเด็กระยะสุดท้าย ค่ะ

ได้คุยกับคุณหมอพัชรินทร์ สุคนธาภิรมย์ ณ พัทลุง หรือ หมอโจ้ ซึ่งเป็นคุณหมอที่รับผิดชอบโครงการนี้อยู่ เห็นว่ามีประโยชน์เลยนำมาเล่าสู่กันฟังให้เพื่อนๆชาวโอเคเนชั่นแล้วก็เพื่อนๆที่อื่นที่บังเอิญแวะเข้ามาอ่านได้รู้กันค่ะ

หมอโจ้บอกว่า ที่มาของโครงการนี้เกิดจากความร่วมมือกันระหว่างโรงพยาบาลจุฬาฯ และ เครือข่ายพุทธิกา (แนวๆเอ็นจีโอ) นำเอาศิลปะมาเป็นส่วนหนึ่งในการช่วยให้เด็กที่ป่วยเข้าขั้นระยะสุดท้ายได้ผ่อนคลายจากความทุกข์และความเครียดที่มี

เด็กป่วยระยะสุดท้ายที่ว่าหมายถึง เด็กที่ป่วยเป็นโรคมะเร็งทั้งหลายนะคะ อย่างมะเร็งตับ มะเร็งเม็ดเลือดขาว หรือโรคตับ ไม่ใช่เด็กที่ติดเชื้อเอชไอวี เพราะหมอโจ้บอกว่า ไม่ถือว่าผู้ป่วยที่ติดเชื้อเอชไอวีหรือเอดส์ เป็นผู้ป่วยระยะสุดท้าย เขายังดำเนินชีวิตต่อไปได้หากดูแลรักษาตัวดีๆ

ส่วนศิลปะที่ให้เด็กได้มีส่วนร่วม ก็ไม่ใช่การสอนศิลปะให้เด็ก ไม่ได้สอนเทคนิคการวาดหรือสอนเทคนิคการลงสีอะไรทั้งสิ้น เพียงแต่กระตุ้นให้เด็กได้แสดงออกผ่านศิลปะ เพราะฉะนั้นเรื่องความสวยงามของภาพ หรือความสวยงามของการทำโมบายล์แขวน การปั้นดินน้ำมัน จึงไม่ใช่ประเด็นค่ะ สิ่งที่สำคัญคือ ให้เด็กได้ระบายออกโดยใช้ศิลปะ

งานนี้หมอคงทำคนเดียวไม่ไหวเท่าไหร่ เลยมีการเปิดรับอาสาสมัครมาช่วยค่ะ ไม่จำกัดเพศวัย จะวาดรูปเป็นหรีอไม่เป็นเขาก็รับค่ะ ขอเพียงแต่มีจิตอาสา ต้องการช่วยเหลือผู้อื่น มีเวลาในแต่ละอาทิตย์ แล้วก็ต้องมีภูมิคุ้มกันโรคหัดและอีสุกอีใส เพราะเด็กป่วยจะติดเชื้อพวกนี้ได้ง่าย

เมื่อผ่านการอบรมสร้างความเข้าใจและทัศนคติต่อการเป็นอาสาสมัครในโครงการนี้แล้ว ก็ถึงเวลาปฏิบัติงานจริง อาสาสมัคร 1 คนจะมีหน้าที่ดูแลผู้ป่วยเด็ก 1 คน ให้เวลากับเด็กอาทิตย์ละ 1 ชั่วโมงหรือจะมากกว่านั้นก็ได้ถ้ามีเวลา แต่ก็ต้องมีเวลาอีกส่วนไว้พบกับหมอโจ้ด้วย เพื่อที่ว่าจะได้พูดคุยถึงสิ่งที่พบเห็นหรือปัญหาในการทำงาน

หมอโจ้บอกว่า อาสาสมัครบางคนเห็นสภาพเด็กแล้วก็ตกใจ เพราะเด็กป่วยไม่ได้มีสภาพร่างกายที่แข็งแรงเหมือนเด็กทั่วไป บางคนอาจมีสายน้ำเกลือห้อยโตงเตง ใบหน้าบวมเนื่องจากการแพ้ยา หรือบางคนก็ซีดเซียว อาสาสมัครจึงจำเป็นต้องพูดคุยกับหมอว่ายังทำงานไหวไหม รับสภาพได้ไหม คือนอกจากอาสาสมัครจะช่วยดูเรื่องศิลปะบำบัดให้เด็กแล้ว ตัวอาสาสมัครเองก็ต้องได้รับการดูแลจากหมอด้วย

อย่าคิดว่าเด็กที่แผนกผู้ป่วยจะทำตัวอ่อนระโหยโรยแรงนะคะ เพราะเท่าที่ไปเห็นมา เด็กๆซนมากค่ะ (แถวบ้านเรียกไฮเปอร์ ฮ่าฮ่า) ยิ้มแย้มแจ่มใส ก็คงเป็นตามประสาเด็กล่ะค่ะ ถึงสภาพร่างกายจะไม่เอื้ออำนวยก็ตาม แต่แรงใจนี่เต็มเปี่ยมจริงๆ

และเท่าที่เห็น เมื่อเด็กได้ร่วมกิจกรรมศิลปะบำบัด เด็กๆจะตั้งใจมาก อาสาสมัครคนหนึ่งที่ได้คุยด้วยบอกว่าเหมือนเด็กอยู่ในโลกส่วนตัวของเขาเลย บางคนเป็นเด็กไม่ค่อยพูดค่อยคุย ถามอะไรก็ไม่ตอบ แต่พอวาดรูปเขาก็วาดสิ่งที่อยู่ในใจ พอถามเขาก็อธิบายว่าเป็นยังไง ก็ช่วยสร้างความเข้าใจระหว่างตัวเด็ก ครอบครัวเด็ก และหมอได้ทางหนึ่งเหมือนกัน

แล้วก็ลองหยิบแฟ้มผลงานของเด็กมาดูค่ะ บางรูปก็สวยมาก แต่บางรูปก็ดูไม่ออกว่าเป็นรูปอะไร...ก็อย่างที่บอกไปตอนต้นค่ะว่าศิลปะที่นี่คือการให้เด็กได้แสดงหรือได้ระบายออก ไม่ใช่ว่าถ้าไม่ใช่รูปที่เราดูออกแล้วจะบอกว่าเด็กวาดรูปไม่เก่ง หมอโจ้บอกว่า รูปที่ดูเนี่ย บางรูปเด็กที่วาดก็ไม่อยู่แล้ว (แอบเศร้าค่ะ)

ออกมาจากแผนกผู้ป่วยเด็กโรคเรื้อรังด้วยความรู้สึกที่ระคนกัน ทั้งเศร้าๆหวิวๆ เพราะไม่รู้ว่าเด็กที่เราเห็นวันนี้จะยังอยู่ได้อีกนานเท่าไหร่ แต่อีกส่วนของความคิดก็ดีใจ เพราะอย่างน้อยก็ยังมีคนเห็นความสำคัญของน้องๆเหล่านี้ จะทำยังไงให้น้องๆมีความสุขในช่วงชีวิตที่เหลืออยู่

ใครสนใจอยากเป็นอาสาสมัครลองติดต่อไปที่แผนกผู้ป่วยเด็กโรคเรื้อรังที่โรงพยาบาลจุฬาฯ ดูนะคะ ถามหาหมอโจ้ก็น่าจะได้นะคะ แต่ตอนนี้อาสาสมัครอีกรุ่นนึงกำลังปฏิบัติงานอยู่ค่ะ คิดว่ารอบต่อไปน่าจะเป็นต้นเดือนกรกฎาคม-ตุลาคม

อยู่บนโลกคนเดียวโดยไม่นึกถึงคนอื่นไม่น่าจะสนุกและมีความสุขเท่าไหร่หรอกค่ะ ลองเผื่อแผ่แบ่งปันและสร้างความสุขให้คนอื่นด้วยก็น่าจะดีกว่าเยอะเลยนะคะ

 

โอเคเนชั่น พฤษภาคม 2550

type

sn