Be My Guest: พญ.พัชรินทร์ สุคนธาภิรมย์ ณ พัทลุง เตรียมลมหายใจสุดท้ายด้วยศิลปะบําบัด 

1 1 1

เกือบ 8 ปีแล้ว ที่ พญ.พัชรินทร์ สุคนธาภิรมย์ ณ พัทลุง ละทิ้งเสื้อกาวน์และความมั่นคงทางอาชีพ จากความเป็น “แพทย์” ผันตัวเองมาเป็น “นักศิลปะบำบัด” เส้นทางใหม่ที่ทำมากกว่าการช่วยเหลือบรรเทาความเจ็บไข้ให้กับผู้ป่วยนั่นคือการใช้ “ศิลปะ” รักษาอาการทางใจและการเตรียมพร้อมผู้ป่วยระยะสุดท้ายด้วยโรคร้ายต่างๆ ให้เดินทางสู่ดินแดนที่สงบสุขหลังหมดลมหายใจ

“หมอโจ้” หรือ “ครูโจ้” สรรพนามที่ผู้ป่วยทั้งเด็กและผู้ใหญ่ใช้เรียกขาน พญ.พัชรินทร์ ผู้อำนวยการโปรแกรมศิลปะบำบัดเพื่อเด็กป่วยเรื้อรังและเด็กป่วยระยะสุดท้าย ที่โรงพยาบาลจุฬาลงกรณ์?และสถาบันสุขภาพเด็กแห่งชาติมหาราชินี (โรงพยาบาลเด็ก)

“คำถามแรกที่มักจะต้องตอบเสมอคือ ทำไมถึงทิ้งอาชีพหมอมาเป็นนักศิลปะบำบัด หลังจากเรียนจบมาเป็นหมอเต็มตัว ทำงานมาได้สักระยะก็เริ่มรู้สึกอยู่ลึกๆ ข้างในว่าสิ่งที่เราทำอยู่ทุกวันนี้มันเป็นอาชีพที่ดี มีรายได้มั่นคง สร้างความสุขสบายให้กับชีวิตเรา แต่มันไม่ใช่ความสุขที่แท้จริง มันไม่ใช่ความมั่นคงที่แท้จริง หมอก็เริ่มค้นหาตัวเองอีกครั้งว่าต้องการอะไร อะไรคือความสุข ความมั่นคงที่แท้จริงสำหรับตัวเอง จนได้มาเจอกับศิลปะ ก็พบว่ามันตอบโจทย์อะไรบางอย่างที่เราแสวงหาอยู่ ถึงแม้มันจะยังตอบโจทย์ได้ไม่หมดในขั้นแรก แต่หมอเชื่อว่าศิลปะมีศักยภาพที่จะให้คำตอบเราได้ทั้งหมดหากเราใช้มันเป็น”

เมื่อค้นพบคำตอบที่ตนเองแสวงหา หมอโจ้ จึงเดินทางไปศึกษาต่อด้านศิลปะแทบจะทุกแขนงในโรงเรียนศิลปะชื่อดังหลายสถาบันที่สหรัฐอเมริกา จากนั้น หมอโจ้ ได้มีโอกาสศึกษาดูงานด้านศิลปะบำบัดสำหรับผู้ป่วยโรคมะเร็งระยะสุดที่โรงพยาบาลแห่งหนึ่งในนิวยอร์ก ที่ทำให้เธอได้เห็นว่า ที่โรงพยาบาลแห่งนั้นใช้กระบวนการศิลปะควบคู่กับการใช้จิตวิทยาเป็นเครื่องมือในการบำบัดจิตใจผู้ป่วยจนกลายเป็นแรงบันดาลใจให้เธอศึกษาต่อหลักสูตรด้านศิลปะบำบัด?และนำความรู้ที่ได้กลับมาใช้ที่ประเทศไทย

“ตอนนั้นกลับมาไฟแรงมาก อยากทำงาน ก็ได้นำเรื่องศิลปะบำบัดเข้าไปเสนอกับอาจารย์หมอที่โรงพยาบาลจุฬาฯ ซึ่งเป็นโรงเรียนแพทย์ที่ตัวเองจบมา อาจารย์หมอท่านหนึ่งก็ส่งเคสมาให้ เด็กคนนี้เป็นมะเร็งที่ตา ซึ่งการทำงานเราต้องเข้าใจสภาพจิตใจ และสภาวะทางอารมณ์ของเด็กที่มีทั้งความเครียด ความทุกข์ ความโศกเศร้า ความเจ็บปวด อันเนื่องมาจากการรักษา การที่ต้องใช้ชีวิตอยู่ในโรงพยาบาลเป็นระยะเวลานาน ทำให้ขาดช่วงชีวิตที่สนุกสนานของความเป็นเด็ก เราก็นำศิลปะในรูปแบบต่างๆ ให้เขาได้ทำเพื่อช่วยผ่อนคลายอารมณ์ ความรู้สึกต่างๆ ที่เขามีอยู่ก่อน สร้างความสัมพันธ์ที่ดีระหว่างผู้ป่วยและนักบำบัด อันจะนำไปสู่การเตรียมพร้อมจิตใจในวันที่จะมีลมหายใจสุดท้าย

ซึ่งโชคดีว่าเคสแรกที่หมอได้รับ มีโอกาสทำงานถึง 2 ปีกว่าที่น้องเขาจะเสียชีวิต สิ่งที่เป็นตัวชี้ได้ว่าการใช้ศิลปะบำบัดนั้นได้ผล?คือวันที่น้องเขาจากโลกนี้ไป น้องเขามีความพร้อมในแง่ของจิตใจ สามารถควบคุมความเจ็บปวดได้ดี เขียนจดหมายทิ้งไว้ให้ครอบครัว และหมดลมไปอย่างสงบ จนเป็นที่มาของโปรแกรมศิลปะบำบัดเพื่อเด็กป่วยเรื้อรังและเด็กป่วยระยะสุดท้าย โดยหมอและอาสาสมัครจะเข้าไปทำกิจกรรมสัปดาห์ละหนึ่งวัน และไม่เพียงแต่ผู้ป่วยเด็กเท่านั้น ยังมีโปรแกรมศิลปะบำบัดสำหรับผู้ป่วยระยะสุดท้ายที่เป็นผู้หญิงของโรงพยาบาลจุฬาฯ ด้วย”

ทั้งนี้ รูปแบบของงานศิลปะที่นำมาใช้ หมอโจ้ บอกว่า เป็นศิลปะที่ไม่จำกัดรูปแบบ จะเป็นการวาดภาพ การปั้นรูป การทำหุ่นมือ

แม้กระทั่งการเล่านิทาน โดยจุดมุ่งหมายไม่ใช่ให้ผู้ป่วยทำงานศิลปะออกมาให้มีความสวยงามเหมือนผู้ที่ทำงานด้านศิลปะทั่วๆ ไป แต่ศิลปะในที่นี้เป็นตัวช่วยระบายอารมณ์ความรู้สึกของผู้ป่วย โดยที่นักบำบัดหรือผู้ที่มาเป็นอาสาสมัคร มีหน้าที่เพียงเป็นกำลังใจ คอยให้กำลังใจ โดยที่ไม่เข้าไปมีส่วนร่วมในการสร้างสรรค์ผลงานของผู้ป่วย

เมื่อเร็วๆ นี้ สำนักพิมพ์สามสี ได้จัดทำโครงการ “ผู้หญิงกลิ้งโลก” เพื่อมอบทุนสนับสนุนให้สตรีได้ใช้ความรู้ ความสามารถ และศักยภาพที่มีอยู่ ในการทำงานที่เป็นประโยชน์ต่อชุมชนและสังคม ใน 4 ด้าน ได้แก่ สิ่งแวดล้อม การศึกษา ศิลปะเพื่อสังคม และสิทธิมนุษยชน โดย หมอโจ้ ได้นำเสนอโครงการ “แม้ลมหายใจสุดท้ายก็ไม่ท้อ”?โครงการอาสาสมัครสอนหนังสือผู้ป่วยเด็ก และได้รับรางวัล ผู้หญิงกลิ้งโลก ในสาขาสิทธิมนุษยชน รับทุนสนับสนุนการดำเนินโครงการดังกล่าวที่สถาบันสุขภาพเด็กแห่งชาติมหาราชินี (โรงพยาบาลเด็ก) แม้จะเป็นโครงการระยะสั้นๆ เพียง 2 เดือน แต่ประสบความสำเร็จ จนเด็กๆ ติดใจอยากให้กลับไปทำโครงการต่อเนื่อง

“ตอนที่เขียนโครงการบอกตรงๆ ว่ายังไม่มีงบประมาณที่จะทำด้วยซ้ำ แต่พอทราบข่าวสำนักพิมพ์สามสี เปิดรับโครงการเพื่อคัดเลือกรับรางวัลและเงินทุนสนับสนุน โครงการผู้หญิงกลิ้งโลก หมอก็นำเสนอไป ก็ดีใจที่ได้รับการคัดเลือกได้ทุนมาทำโครงการ โครงการแม้ลมหายใจสุดท้ายก็ไม่ท้อ เป็นเหมือนการจำลองห้องเรียนเล็กๆ?ขึ้นมา โดยเปิดรับครูอาสาสมัครที่ผ่านการอบรมทักษะในด้านจิตวิทยาเด็กเบื้องต้น แล้วแบ่งกลุ่มครูอาสาสมัครตามความถนัดใน 5 วิชา คือ คณิตศาสตร์ วิทยาศาสตร์ ภาษาไทย ภาษาอังกฤษ และสังคม ไปสอนเด็กๆ ที่เข้ารับการรักษาตัวที่โรงพยาบาลเด็ก ผลัดกันไปในแต่ละวิชา มีการให้การบ้านเด็กๆ ได้ทำ เขาก็สนุก เหมือนได้นั่งในห้องเรียน พอโครงการจบก็มีฟีดแบ๊กจากคุณหมอ คุณพยาบาลที่ดูแลเด็กๆ ว่าเขาชอบมากอยากให้เราทำอีก”

จากการพูดคุยกับ หมอโจ้ จึงได้ทราบว่าโครงการต่างๆ ที่เธอทำอยู่นั้น ล้วนเป็นโครงการที่เธอต้องหาเงินทุนดำเนินโครงการด้วยตนเองทั้งสิ้น ซึ่งรายได้เหล่านั้นได้มาจาก?ศูนย์ศิลปะเพื่อการบำบัดเยียวยาและพัฒนาศักยภาพมนุษย์ หรือ “HUMAN Center” ซึ่งหมอโจ้ ในฐานะผู้อำนวยการ ก่อตั้งขึ้นเพื่อเปิดอบรมงานศิลปะและหลักสูตรศิลปะบำบัดให้กับหน่วยงานหรือบุคคลที่สนใจ และนำรายได้

จากศูนย์แห่งนี้ ไปใช้ในการทำโครงการต่างๆ เพื่อผู้ป่วยเรื้อรังและผู้ป่วยระยะสุดท้าย

“ฮิวแมน เซ็นเตอร์ เป็นองค์กรที่ไม่แสวงหากำไร แต่ที่หมอทำตรงนี้ขึ้นมาก็เพื่อเป็นช่องทางในการหาทุนที่จะไปทำโครงการศิลปะบำบัด เพราะโครงการต่างๆ ที่ทำอยู่หมอไม่มีผู้สนับสนุนเงินทุน แต่ขอบอกว่ารายได้ที่เข้ามาจากการเปิดฮิวแมน เซ็นเตอร์ ก็ไม่ได้มากมายอะไร เรียกว่าอยู่ได้

ถามว่าที่ทำอยู่ทุกวันนี้ได้อะไร ข้อแรก คือ เราตอบโจทย์ความต้องการของตัวเองได้ว่าสิ่งที่เราทำอยู่มันคือความสุขความมั่นคงที่แท้จริง ทั้งๆ ที่สิ่งที่เราทำอยู่มันเกี่ยวข้องกับชีวิตของคน ความตาย แต่จากการทำงานตรงนี้ เราได้เรียนรู้จากประสบการณ์ของผู้ป่วยที่เราได้เข้าไปคลุกคลี เรามองเห็นความเป็นจริง ที่สำคัญคือการที่เราได้มีส่วนเตรียมพร้อมลมหายใจสุดท้ายให้กับผู้ป่วยได้จากไปอย่างสงบ ก็เท่ากับเราเตรียมลมหายใจสุดท้ายของเราไปพร้อมกันด้วย”

ท้ายที่สุด สิ่งที่คุณหมอนักศิลปะบำบัดคนนี้อยากเห็นมากที่สุด คือการนำศิลปะบำบัดไปสู่ผู้ป่วยในสถานพยาบาลต่างๆ ให้มากขึ้น เพราะ “ศิลปะ” คือ “ยาดี” ที่ช่วยให้เราค้นพบความสวยงามของชีวิตที่ดีที่สุดจนลมหายใจสุดท้ายของชีวิต

 

หนังสือพิมพ์แนวหน้า -- เสาร์ที่ 28 เมษายน 2555 

type

sn